บทที่ 6 เผาเรือนแล้ว

แต่แล้วเสียงของนางฮั่วซื่อก็ดังขึ้นจนหลินเยว่มิอาจจะนอนต่อได้ นางลุกขึ้นขยี้ผมของตนเองอย่างหงุดหงิด

“โอวโยว สายเพียงนี้หลานสะใภ้ข้ายังไม่คิดจะลุกขึ้นจากที่นอนอีกรึ” จางเลี่ยงรุ่ยที่กำลังจะเดินออกจากห้องไปถึงกับถอนหายใจออกมา

หลินเยว่นางจะทำสิ่งใดได้ นอกจากสะบัดผ้าห่มทิ้งแล้วเปลี่ยนเสื้อผ้า เพื่อออกไปล้างหน้าล้างตา

“ประเดี๋ยวข้าจะไปต้มน้ำให้เจ้า” เขาเดินออกจากห้องไป

หลินเยว่ เมื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว นางก็จัดการเก็บที่นอนก่อนจะเดินไปล้างหน้าด้านหลังเรือน

เป็นครั้งแรกที่นางได้เห็นเรือนตระกูลจาง เรือนไม่ได้ใหญ่ไปกว่าของชาวบ้านด้านนอก เพียงแต่ห้องที่นางอยู่แทบจะเรียกได้ว่าห้องเก็บของหรือห้องเก็บฟืนที่ชาวบ้านใช้เก็บของกัน

นางตกใจไม่น้อยกับความใจดำของพวกเขา หลินเยว่มองไปที่จางเลี่ยงรุ่ยที่เดินออกมาจากห้องครัวอย่างปวดใจ

ทุกคนในเรือนยังไม่มีผู้ใดลุกขึ้นมาสักคน แต่นางกับเลี่ยงรุ่ยต้องลุกขึ้นมาจัดการเตรียมหาอาหารทั้งยังต้องหาหญ้าให้หมูกับไก่ได้กินอีก

เลี่ยงรุ่ยก็มองมาที่นางอย่างเห็นใจ เขาเดินเข้ามาหานาง พร้อมทั้งพานางไปที่ห้องน้ำด้านหลัง ยิ่งเห็นห้องน้ำหลินเยว่นางก็หน้าเบ้จนเกือบจะร่ำไห้ออกมา

นางมองไปที่เลี่ยงรุ่ยว่ามันคือห้องน้ำจริงหรือ นางก็เพิ่งจะเคยเห็นห้องน้ำเช่นนี้ครั้งแรกด้วยตาของตนเอง นอกจากรูปภาพที่อยู่ในหนังสือประวัติศาสตร์

นางจะหลบไปเข้าห้องน้ำในมิติก็ไม่ได้ เพราะนางฮั่วซื่อเดินออกมาควบคุมนางกับเลี่ยงรุ่ยทำงานแล้ว สุดท้ายนางก็ต้องกลั้นใจเข้าไปล้างหน้าด้านใน ส่วนธุระส่วนตัวไว้นางค่อยไปจัดการในมิติ

“ทำอาหารเป็นหรือไม่” นางฮั่วซื่อเอ่ยถามหลินเยว่อย่างดูแคลน

“เป็นเจ้าค่ะ” นางก็พอจะทำได้ไม่กี่อย่าง คงไม่ยากเกินไปหากจะต้องต้มข้าวและทำผัดผักง่ายๆ

“เช่นนั้นก็ไปจุดเตาเสีย” นางชี้นิ้วสั่งไปที่ห้องครัว

หลินเยว่นางจะจุดเป็นได้อย่างไร แต่นางก็ยังเดินเข้าไปในห้องครัว ตอนนี้จางเลี่ยงรุ่ยแยกตัวออกไปเก็บผักป่า เก็บหญ้าที่ด้านนอกแล้ว

นางยืนมองหาที่จุดไฟก็ยังไม่เห็น จะออกไปถามนางฮั่วซื่อไม่แคล้วก็คงต้องถูกด่ากลับมาอย่างแน่นอน หลินเยว่นางเห็นถ่านในเตาที่ยังแดงอยู่จึงได้ใส่หญ้าแห้งเข้าไปเพิ่ม และใส่ฟืนที่อยู่ด้านข้างเข้าไปอีกหลายท่อน

เพียงครู่เดียวควันก็คลุ้งเต็มห้องครัวไปหมด ใบหน้าของนางมีแต่เถ้าถ่าน นางไอไม่หยุดเพราะสำลักควัน จนต้องวิ่งออกมาจากห้องครัว

“สวรรค์ ตายแล้ว จะเผาเรือนข้าอย่างนั้นรึ” นางฮั่วซื่อกรีดร้องออกมา ทำให้คนที่อยู่ในเรือนได้ยินว่าเผาเรือนก็วิ่งออกมาดูทันที

 นางฮั่วซื่อจึงร้องเรียกให้นางหงซื่อที่วิ่งออกมาอยู่ที่หน้าเรือน เข้าไปจัดการในห้องครัวแทน

“ไม่มีปากหรืออย่างไร ทำไม่เป็นเหตุใดถึงไม่พูด ห๊า” นางชี้นิ้วต่อว่าหลินเยว่เสียงดัง

“ท่านไม่ได้ถามข้าว่าจุดไฟเป็นหรือไม่ ท่านถามเพียงแค่ว่าข้าทำอาหารได้หรือเปล่า” นางเถียงออกมาเสียงเบา

“โอวโยว เจ้า เจ้าโง่เสียจริง เพียงจุดเตาก็ทำไม่ได้ ยังจะมาเถียงข้าอีก” นางฮั่วซื่อคว้าไม้ที่อยู่ใกล้มือได้ก็วิ่งเข้ามาตีหลินเยว่ทันที

นางจะวิ่งหนีก็ไม่ทันเสียแล้ว จึงได้ถูกไม้หวดไปที่ลำตัวถึงสองที แต่พอจะหันไปแย่งไม้กลับมา เลี่ยงรุ่ยที่เห็นควันไฟจากเรือนของตนก็รีบร้อนกลับมาที่เรือน เพราะกลัวว่าหลินเยว่นางจะก่อเรื่อง

มาถึงก็เห็นว่านางกำลังถูกท่านย่าทุบตีอยู่จึงได้เอาตัวเข้ามาขวางไว้ ทำให้ไม้ที่ฟาดลงมาอย่างแรงฟาดไปถูกหัวคิ้วของเขาจนเลือดไหลอาบออกมาอย่างน่าหวาดกลัว

“เลี่ยงรุ่ย” หลินเยว่ร้องออกมาอย่างตกใจ นางรีบเข้าไปดูเขาทันที

นางฮั่วซื่อโยนไม้ในมือทิ้งอย่างรวดเร็ว นางไม่คิดว่าหลานชายจะเอาตัวเข้ามาขวาง แล้วไม่คิดว่าจะตีโดนหัวคิ้วของเขาจนเลือดออกมามากเพียงนี้

“ท่านเป็นย่าของเขาจริงหรือไม่ เหตุใดต้องทุบตีจนได้เลือดด้วย” หลินเยว่ลุกขึ้นต่อว่านางฮั่วซื่อทันที

“ผู้ใดใช้ให้เข้ามาขวางเล่า เหอะสมควรแล้ว” นางรีบเดินหนีไปที่เรือนหลักอย่างรวดเร็ว

แม้จะทุบตีจางเลี่ยงรุ่ยมาไม่น้อย แต่ก็ไม่เคยทำให้เขาเลือดออกมากเพียงนี้ อย่างมากก็เพียงช้ำในสองสามวัน (มันต่างกันตรงไหน)

หลินเยว่ลากตัวจางเลี่ยงรุ่ยเข้าไปในห้องนอน ก่อนจะพาเขาเข้าไปในมิติเพื่อทำแผล

“ยังไม่ต้องถาม เข้าไปทำแผลด้านในก่อน” นางยังคงลากตัวเขาเข้าไปในบ้านของนาง

เลี่ยงรุ่ยมองสำรวจบ้านอย่างแปลกใจ เพราะไม่เคยเห็นบ้านรูปแบบเช่นนี้ ทั้งข้าวของที่อยู่ด้านในก็ล้วนแปลกตาไม่น้อย

หลินเยว่ให้เขานั่งรออยู่ที่โถงห้องรับแขก ที่เป็นโซฟาตัวยาว นางเดินเข้าไปด้านในเพื่อหาอุปกรณ์ทำแผล

“นางนั่งดีๆ” นางเริ่มเช็ดแผล และใส่ยาให้เขา ยังดีที่ไม่ได้แตกเป็นรอยยาวจนต้องเย็บ เพราะนางคงไม่อาจจะเย็บให้เขาได้

เลี่ยงรุ่ยมองใบหน้างามที่ทำแผลให้เขาอย่างจริงจัง มือของนางสั่นอยู่ตลอดเวลา คงตกใจไม่น้อยกับเรื่องที่เกิดขึ้น

“เรียบร้อยแล้ว” นางถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

“ขอบคุณเจ้ามาก”

“จะมาขอบคุณอะไรข้า เป็นข้าที่ต้องขอบคุณท่าน หากท่านไม่เข้ามารับไม้แทนข้า คนที่หัวแตกคงเป็นข้าเอง” เมื่อนึกถึงใบหน้าของนางฮั่วซื่อหลินเยว่ก็อดที่จะโมโหไม่ได้

“เอาเถิด กินข้าวกันดีกว่า” นางโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะเดินเข้าไปในครัว

บทก่อนหน้า
บทถัดไป